100 ปี เลี่ยงเชียง พิมพ์หนังสือธรรมทาน บทสวดมนต์ สื่อพระพุทธศาสนา หนังสือธรรมะ หลักสูตรนักธรรม บาลี
ร่วมสนับสนุนให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย หนังสือธรรมะออนไลน์
สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง
หนังสือธรรมะ
ธรรมทานคือ ?
DownLoad
HowTo
Web Links
สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ โรงพิมพ์-สำนักพิมพ์หนังสือธรรมะ มากว่า 90 ปี จากพุทธศักราช 2459 ศูนย์รวมหนังสือธรรมะ หนังสือพระพุทธศาสนา หนังสือสวดมนต์ หนังสือนักธรรม ธรรมศึกษา หนังสือบาลี คู่มืออุบาสกอุบาสิกา หนังสือมนต์พิธี หนังสือถูก หนังสือตักบาตร สังฆทานหนังสือ หนังสือสำหรับทำบุญ หนังสือพิมพ์แจก หนังสือที่ระลึก พิมพ์แจกโอกาสต่างๆ ของชำร่วยงานศพ หนังสือธรรมทาน รับพิมพ์หนังสือ รับพิมพ์งาน รับจัดรูปเล่มต้นฉบับ รับพิมพ์ซองผ้าป่า สื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด
สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง
รูปภาพและโค๊ดแลกลิงค์

 


บทสวดโพชฌงค์ (โพชฌังคปริตร)
รักษามะเร็ง

ผู้เรียบเรียงมีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณพี่พรพิมล สุรินทร์วงศ์ ในคราวพิมพ์หนังสือโพชฌังคปริตร พุทธฤทธิ์พิชิตโรค จำนวน ๑,๕๐๐ เล่ม เพื่อแจกเป็นธรรมทาน โดยคุณพี่บอกว่า “เป็นโชคดี ที่พี่ได้พบหนังสือเล่มนี้ ทำให้มีกำลังใจดีในการรักษาตัว” เมื่อผู้เรียบเรียงได้อ่านความในใจที่ได้จากการสวดบทโพชฌังคปริตร จึงขออนุญาตนำมาเผยแผ่เป็นวิทยาทานแก่ผู้อ่านท่านอื่น ซึ่งก็ได้รับอนุญาตตามความประสงค์

“เมื่อรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เมื่อต้นปี ๒๕๕๓ จึงเข้ารับ การรักษาตัวด้วยการผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัด ในช่วงนั้นคนในครอบครัว ญาติ ผู้มีพระคุณ พี่ๆ น้อง ต่างมาเยี่ยมเยียน โทรมาสร้างขวัญกำลังใจ ทั้งยังนำหนังสือ และซีดีที่เป็นประโยชน์มากมาย ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ หนึ่งในนั้น มีหนังสือโพชฌังคปริตร พุทธฤทธิ์พิชิตโรค ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้สติในการรักยาตัว ในยามต้องเผชิญกับสิ่งที่รู้สึกว่าวิกฤตที่สุด คือ การรักษาด้วยการให้เคมีบำบัด หรือที่เรียกว่า คีโม คนธรรมดา เมื่อรู้ว่าต้องให้ยาคีโม เชื่อว่าต้องมีความวิตกกังวล สำหรับการผ่าตัดนั้นไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าวิตกเลย หลังผ่าตัดจึงได้รักษาต่อด้วยการให้คีโม เพียงเข็มแรกก็เป็นไปตามคาด คือ ได้รับผลข้างเคียงของยา ร่างกายตอนนั้นนับว่าแย่พอดู พยายามหาทางดับทุกข์ และความวิตก ขณะนั้น ได้รำลึกถึงบทสวดมนต์โพชฌังคปริตร จึงได้นำมาอ่าน และทบทวนอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ โดยเฉพาะคำแปลทั้ง ๗ ข้อ จึงตั้งสติคิดตามให้เข้าถึง เพื่อนำสู่การปฏิบัติให้เห็นจริง

...! ที่น่าอัศจรรย์ คือ เราสามารถแยกความรู้สึก ที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้อยู่คนละส่วนกับใจ ถึงแม้ร่างกายจะป่วย แต่ใจไม่ได้ป่วยด้วย อาการคลื่นไส้อยากอาเจียน ก็อาเจียนไป ลิ้นที่เสียการรับรสชาดของอาหาร ก็ช่างลิ้น เราก็ทานไป เพลียมากก็นอนพัก ทำให้ช่วงนั้นข้าพเจ้ารู้สึกไม่ทุกข์ใจอย่างที่กลัวตอนแรก สามารถทำงานได้เกือบเหมือนปกติ และที่แปลกกว่านั้น คือ จากการที่สามารถทำความเข้าใจกับบทสวดโพชฌังคปริตร ให้เกิดเป็นพุทธฤทธิ์รักษาโรค ซึ่งเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ ข้าพเจ้าสามารถจดจำบทสวดนี้ได้ทั้งหมดในช่วงเวลานั้น ทำให้รำลึกถึงคำสอนได้ทุกขณะ สร้างพลังใจ และคิดอยู่เสมอว่า เมื่อมีโอกาสพบผู้ที่ทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ จะช่วยเขาด้วยหลักธรรมนี้

 

สุดท้าย ข้าพเจ้าสามารถรับยาได้ตรงตามนัดจนครบจำนวนของ การรักษาโดยไม่มีปัญหา และยาที่ได้รับก็มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ ผู้ป่วยในการรักษา จึงได้ตระหนักว่า กายใจเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยกัน เกี่ยวข้องกัน การมีศรัทธาในหลักธรรม จะทำให้จิตใจเข้มแข็ง และผ่องใส สามารถนำใจ-กาย ไปสู่ทางสงบสุขได้ จากประสบการณ์ที่ได้ จึงทำให้ข้าพเจ้าชักชวนครอบครัว และ ผู้สนใจจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้อื่นได้ประโยชน์ในยามทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ฝึกสติเพื่อรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างมีกำลังใจ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยไข้ แต่สำหรับท่านที่ ไม่ได้ป่วย ก็สามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้นี้ ในการช่วยเหลือแนะนำผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ได้ นับเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง”

จากหนังสือ "พิชิตกรรมร้ายหายป่วย" ไพยนต์ กาสี รวบรวม

 

 

 

 

 

สวดมนต์ ทำสมาธิ
รักษาโรคได้จริง

 

ผู้เรียบเรียงมีโอกาสรู้จักคุณผู้หญิงท่านหนึ่งชื่อ “คุณอารีย์ อาจน้อย หรือ พี่เปีย” เจ้าของร้านคุณเปีย ซึ่งขายของที่ระลึกให้กับ นักท่องเที่ยวอยู่แถวท่าช้าง สนามหลวง กรุงเทพฯ เมื่อครั้งไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่ต้นปี ๒๕๕๑ นี่เอง เธอเล่าให้ฟังว่า

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา พี่ไม่เคยเจ็บป่วยหนักถึงขั้นต้องล้มหมอนนอนเสื่อเลย จนกระทั่งเมื่อปี ๔๕ พี่ไม่สบายต้องเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าพี่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีเวลาอีกไม่เกิน ๖ เดือน แรกทีเดียวพี่ตกใจ ท้อใจมาก แต่ก็ทำใจได้ในที่สุด เลยปลงตกว่า ไหนๆ ก็จะตายแล้ว ขอทำความดีก่อนตายดีกว่า จะได้มีบุญช่วยให้ขึ้นสวรรค์ ตั้งแต่นั้นมาจึงได้ไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญ ทำทาน และทำสมาธิตลอด ไม่ว่าที่บ้านหรือมีโอกาสไปวัด นับจนบัดนี้เป็นเวลาถึง ๖ ปีแล้ว พี่ก็ยังไม่ตาย นอกจากไม่ตายแล้ว การค้าขายของพี่กลับดีขึ้น บางวันมีรายได้ไม่ต่ำกว่าสอง-สามหมื่นบาท”

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนยุคปัจจุบัน ซึ่งได้อานิสงส์จากการ               ไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิภาวนารักษาโรค ที่เห็นด้วยตาเนื้อของเรา แต่ใช่ว่าการสวดมนต์จะช่วยรักษาโรคให้หายได้ทุกอย่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ๓ ประการ ดังที่พระนาคเสนเถระได้กล่าวเป็นอุทาหรณ์เปรียบเทียบไว้ใน หนังสือมิลินทปัญหา ว่า

“อาหารตามปกติแล้วเป็นสิ่งรักษาชีวิต แต่หากทานเกินขนาด และธาตุไฟหย่อนไม่ย่อยเผาผลาญแล้ว เป็นเหตุให้ถึงตายได้ อาหารจึงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้เสมอไป พระปริตรที่สวดก็เช่นกันบางทีก็รักษาได้ บางทีก็รักษาไม่ได้ เพราะมีเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. ถูกแรงกรรมปิดกั้น ๒. ถูกกิเลสปิดกั้น ๓. มีจิตไม่เชื่อในพระปริตร”

จากหนังสือ "โพชฌงคปริตร พุทธฤทธิ์ พิชิตโรค" โดย ไพยนต์ กาสี

 

รักษาโรคด้วยพุทธมนต์
ตามหลักพุทธศาสนา

 

มีปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าทรงรักษาพระสาวกผู้อาพาธด้วยพระพุทธมนต์         อยู่หลายครั้ง หลายรูป หรือแม้แต่พระองค์เองเมื่อประชวร ได้ให้ พระสาวกสวดสาธยายพระพุทธมนต์ถวายเพื่อบรรเทาความเจ็บไข้ นี่จึงเป็นเรื่องยืนยันได้ว่า พระพุทธมนต์มีอานุภาพรักษาโรคทางกายและ โรคทางใจได้ ซึ่งมีนัยว่า โรคทางกายและโรคทางใจเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก จะต้องรักษาควบคู่กันไป และมีความสำคัญเท่าๆ กัน พุทธศาสนิกชนพึงเอาใจใส่ดูแลสุขภาพทางกายและใจ อย่าละเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังคำที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ท่านแนะนำไว้ว่า*

 

“เป็นธรรมดาว่า กายกับใจนั้นเป็นสิ่ง ที่อาศัยกันและกัน พอกายเจ็บป่วยไม่สบาย คนทั่วไปก็มักจะพาลจิตใจไม่สบาย เศร้าหมอง กระวนกระวาย กระสับกระส่ายไปด้วย และในทำนองเดียวกัน เมื่อจิตใจไม่สบายก็พลอยให้กายไม่สบายไปด้วย เริ่มต้นตั้งแต่รับประทานอาหาร ไม่ได้ ร่างกายเศร้าหมอง ผิวพรรณซูบซีด เป็นสิ่งที่เนื่องอาศัยกัน ในทางตรงกันข้าม คือในทางที่ดี ถ้าจิตใจดีสบาย บางทีก็กลับมาช่วยกาย เช่นในยามเจ็บป่วย ถ้าจิตใจสบาย เช่นมีกำลังใจ หรือจิตใจผ่องใสเบิกบาน โรคที่เป็นมากก็กลายเป็นน้อย หรือที่จะหายยากก็ หายง่ายขึ้น ยิ่งถ้าหากว่ากำลังใจที่ดีนั้นมีมากถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่เพียงแต่ให้โรคบรรเทาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยรักษาโรคไปด้วยเลย ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่า จะช่วยทำใจของเราหรือรักษาใจของเราได้มากแค่ไหนพระพุทธเจ้า และพระมหาสาวกนั้น ท่านมีจิตใจที่พัฒนาให้ดีงามเต็มที่ มีสุขภาพด้านจิตที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ ก็จึงเรียกเอาด้านจิตมาช่วยด้านกายได้เต็มที่ ถ้าไม่เหลือวิสัยของเหตุปัจจัย ก็เอาของดีที่มีในใจออกมารักษากายที่เป็นโรคให้หายไปได้”

*พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต พุทธวิธีเสริมสุขภาพ มูลนิธิพุทธธรรม
 

 

วิจัยพบ สวดมนต์ สมาธิ วิปัสสนา รักษาโรคได้

 

โดย trmoorati / OK Nation


 

สิ่งสำคัญของการเริ่มปฏิบัติกรรมฐานคือการสวดมนต์ การสวดมนต์มีผลดีต่อสุขภาพโดยไม่ต้องสงสัย การสวดมนต์นอกจากจะให้ประโยชน์ทางศาสนา คือ ทำให้จิตเป็นสมาธิแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างมากมาย ทำให้มีการผ่อนคลาย ทั้งทางกายและทางใจ นอกจากนั้นยังสามารถใช้บำบัดโรคได้ด้วย ในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้หลายเรื่อง เช่น เมื่อพระมหากัสสปเถระอาพาธ พระพุทธเจ้าเสด็จมาและทรงสวดโพชฌงค์ 7 พอทรงสวดจบ พระมหากัสสปก็หายอาพาธ (ปฐมคิลานสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ในทำนองเดียว กัน พระโมคคัลลาน์หายอาพาธ ได้เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ให้ฟัง (ทุติยคิลานสูตรสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) แม้แต่พระพุทธเจ้าเองเมื่อทรงอาพาธ ทรงโปรดให้พระมหาจุนทะสวดโพชฌงค์ 7 ถวาย เมื่อสวดจบพระพุทธองค์ทรงหายจากอาการประชวร (ตติยคิลานสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)

 

นอกจากนั้น ในสมัยพุทธกาล อุบาสกยังนิยมนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ให้ที่บ้านเมื่อเจ็บป่วย เช่น ธรรมิกอุบาสก เมื่อใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นิมนต์พระสงฆ์มาสวดสติปัฏฐานสูตร (อรรถกถาธรรมบท)หรือในกรณีของมานทินคหบดี หรือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อไม่สบายก็นิมนต์พระสงฆ์มาสวดที่บ้าน เมื่อสวดมนต์จบความเจ็บป่วยหายไปได้ การสวดมนต์ใน กรณีเหล่านี้ เป็นการนำธรรมมาแสดง การได้ฟังธรรม และได้พิจารณาข้อธรรมต่างๆ ด้วยปัญญาทำให้ผู้ฟังมีความปีติ โสมนัส ชุ่มชื่นเบิกบานใจ จิตใจมีพลัง มีผลให้ความเจ็บป่วยทางกายหายไปด้วย ดังนั้น การสวดมนต์ จึงบำบัดโรคได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้มีความรู้ความเข้าใจข้อธรรมที่สวดนั้นอย่างดีและเคยปฏิบัติธรรมมาก่อน มีใจน้อมไปทางธรรม และชอบสวดมนต์เป็นประจำ

 

สวดมนต์รักษาโรค

 

การสวดมนต์ที่ชาวพุทธคุ้นเคยกันคือการทำวัตรเช้า-เย็น สวดมนต์แผ่เมตตา สวดคาถาพาหุงมหากาฯ และสวดพระปริตรธรรม มีการวิจัยในการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมากที่แสดงว่า การสวดมนต์ช่วยให้เกิดความสุข ความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ เช่นทำให้สุขภาพ จิตดี และช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้ (Mc Collough Me Prayer and Health : Conceptual Issues ,’ Journal of psychology and Theology, 1995) ตัวอย่างเช่น นายแพทย์ลารี ดอสซี ได้วิเคราะห์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ประมาณ ๑๐๐ เรื่อง และพบว่าในงาน วิจัยต่างๆ เหล่านี้ การสวดมนต์มีผลต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพืช และการที่แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนั้น ในงานวิจัยหลายรายเราพบว่า การสวดมนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ สมาคมวิทยาศาสตร์ทางจิตแห่งรัฐเทกซัสได้เจาะเลือด อาสาสมัคร 32 ราย เมื่อแยกเอาเม็ดเลือดแดงออกแล้ว ใส่สารละลายที่จะทำให้เมล็ดเลือดแดงบวมและแตกน้อยลง ผลคือ เม็ดเลือดแดงนั้นแตกช้าลง (Castleman M, Nature ‘s Cures)

 

จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าว เราอาจสรุปได้ว่า การสวดมนต์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้เราผ่อนคลายทั้งทางจิตใจและทางกาย ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สภาพจิตใจ เช่นนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพทางใจและทางกายมาก ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อย จึงนำการสวดมนต์มาใช้ในการบำบัดทางจิตร่วมกับวิธีการรักษาทางการแพทย์ (King E., Bushwick B, Beliefs and Attitudes of Hospital Inpatients about Faith Healing and Prayer) การสำรวจของ นักวิจัยหลายกลุ่มพบว่า คนอเมริกันนิยมสวดมนต์กันมากกล่าวคือ 70 % สวดมนต์ทุกวัน และ 44 % สวดมนต์เพื่อการบำบัดโรค มีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การสวดมนต์ช่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงน้อยลง เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเครียด และโรคซึมเศร้า เป็นต้น แม้แต่ผู้ป่วย ที่เป็นโรคมะเร็ง จะมีอัตราตายต่ำกว่าประชากรทั่วไป (Michello Ja, ‘Spiritual and Emotional Determinants of Health,’ Journal of health,1988) นอกจากนั้น การสวดมนต์เมื่อปฏิบัติร่วมกับสมาธิยังสามารถลดปัญหาการฆ่าตัวตายและการใช้ยาเสพติดได้ (Ellison E.C., ‘Religious involvement and subjective well-begin,’ Journal of Health Social Behaviors,1991)


การปฏิบัติสมาธิ สมาธิรักษาโรค

 

การสวดมนต์ทำให้จิตเป็นสมาธิได้ง่าย ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับสมาธิและสุขภาพ มากกว่า ๒๐๐ ราย งานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นผลดีของสมาธิ (หรือการมีจิตใจสงบ จิตตั้งมั่นอยู่ ในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด) ต่อการรักษาโรคทางกายอย่างชัดเจน ดังนั้น แพทย์จำนวนไม่น้อยในอเมริกาจึงนำสมาธิไปใช้รักษาโรค ผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้มากคือ ดร.เฮอร์เบอร์ เบนสัน ศาสตราจารย์ทางอายุรศาสตร์แห่งโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาด ศาสตราจารย์ ผู้นี้ได้ศึกษาเรื่องนี้มากว่า 30 ปี ศาสตราจารย์เบนสัน เองเคยเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในอินเดียและทิเบต ในงานช่วงแรก ศาสตราจารย์เบนสันได้ให้อาสาสมัครทำสมาธิ แล้ววัดความดัน อัตราการเต้นของหัวใจคลื่นสมองคลื่นหัวใจ เจาะเลือดดูกรดแลคติก พบว่าคนที่จิตเป็นสมาธิ ความดันอัตราการหายใจลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองช้าและเป็นระเบียบขึ้น การเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง

 

การค้นพบของศาสตราจารย์เบนสันครั้งนี้ ทำให้แพทย์แผนปัจจุบันยอมรับว่า จิตใจและร่างกายมีความ สัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริง พร้อมทั้งเชื่อว่า การทำสมาธิสามารถรักษาโรคได้ เพราะสมาธิทำให้จิตใจและร่างกายผ่อนคลาย ไม่เครียด ในเวลาที่เราเครียด ความดันจะสูงขึ้น การหายใจจะเร็วขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อ จะตึงตัวมากขึ้น อัตราการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย มากขึ้น และร่างกายใช้ออกซิเจนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ความเครียดจึงทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ การทำให้เกิดการผ่อนคลาย ทำให้โรคต่างๆหายได้ งานวิจัยของศาสตราจารย์เบนสันพบว่าผู้ป่วยมาพบแพทย์ 60-90 % เป็นโรคเกี่ยวกับจิตใจมากกว่าร่างกาย การทำให้เกิดการผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิช่วยให้โรคส่วนใหญ่หายหรือดีขึ้นได้ (Benson Lt., et al Relaxation Respone, Med Clin North AM, 1977) นอกจากนั้น การปฏิบัติสมาธิยังทำให้ร่างกายหลั่งสารบีต้า แอนคอฟินด์ ซึ่งเป็นสารประเภทฝิ่นออกมาในสมอง มีผลทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกสดชื่น อิ่มเอิบและสุขสบาย

 

นายแพทย์โจน คาบัท-ซิน นักวิจัยทางการแพทย์ได้พบว่า การทำสมาธิร่วมกับการออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ความดันลดลงมาก ผู้ป่วยไม่ต้องกินยา หรือในกรณีที่ผู้ป่วยที่ใช้ยาลดความดันอยู่แล้ว การใช้ยาจะลดลงมากทั้งชนิดและขนาด งานวิจัยชิ้นหนึ่ง รายงานว่า ในจำนวนอาสาสมัคร 23 ราย ที่มีค่าไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด 254มิลลิกรัม/เดซิลิตร สามารถลดลงได้ 30 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังการปฏิบัติได้ 11 เดือน โดยไม่ได้ควบคุมเรื่องอาหาร งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบว่า ความหนาของผนังเส้น เลือดหัวใจในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 60 ราย ลดลง หลังจากฝึกสมาธิราว 6-9 เดือน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง อาการปวดลดลง เคลื่อนไหวได้มากขึ้น มีความเครียดและอาการซึมเศร้าน้อยลง ผู้ป่วยที่เป็นโรคนอนไม่หลับ 58 % นอนหลับดีขึ้น และหลังการปฏิบัติได้ 6 เดือน 91% ใช้ยานอนหลับลดลงหรือหยุดยาได้ ส่วนสตรีที่มีอาการก่อนประจำเดือนอาการลดลง 57% และผู้ที่มีอาการรุนแรงอาการ จะทุเลาลง ผู้ป่วยที่หัวใจเต้นไม่ปกติ การเต้นผิดปกติ ของหัวใจจะลดลง ส่วนผู้ป่วยปวดศีรษะแบบไมเกรน อาการปวดศีรษะ และความรุนแรงจะลดลง

 

งานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิ มีผลให้เกิดการผ่อนคลายความเครียด สามารถรักษาโรคให้หายได้โดยไม่ต้องใช้ยาหรือใช้ยาน้อยลง (Zamarra J, et al., Usefulness of the Transcendental Meditation Program in the Treatment of Patients with Coronary Disease, AM J Cardinal, 1996) จิตที่เป็นสมาธิเป็นจิตที่มีพลัง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้ ประโยชน์ในทาง พัฒนาสุขภาพจิตและบุคลิกภาพ คือทำให้เป็นคนมีสุขภาพจิตดี สงบ หนักแน่น ใจเย็น ไม่หงุดหงิด ไม่ฟุ้งซ่าน นุ่มนวล และมีความคิดในทางสร้างสรรค์ ในทางสุขภาพ สมาธิทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงหายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้


การปฏิบัติกรรมฐาน

 

สมาธิที่กล่าวมา หมายถึงสิ่งที่ศาสนาพุทธเรียกว่าสมถกรรมฐาน การทำสมาธิแบบนี้ไม่ว่าในขั้นต้น (ขณิกสมาธิ) หรือขั้นกลาง (อุปจารสมาธิ) เพียงพอที่จะทำ ให้เรามีสุขภาพแข็งแรง กำลังของสมาธิที่ทำได้สามารถ กดข่มอารมณ์ หรือกิเลสต่างๆ ให้ระงับชั่วคราวได้ แต่ทำลายไม่ได้ มีลักษณะเหมือนเป็นหินทับหญ้า พอเอา หินออก หญ้าที่เฉาเมื่อได้รับน้ำฝนก็งอกขึ้นใหม่ (จำลอง ดิษยวณิช, ความเครียด ความวิตกกังวล และสุขภาพ, 2545)


การปฏิบัติอย่างหนึ่งเรียกว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นวิธีปฏิบัติที่เกิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่น มีแต่คำสอนเรื่องสมาธิประเภทแรกเท่านั้น วิปัสสนากรรมฐานเป็นการฝึกจิตให้เกิดปัญญาเห็นสภาวธรรม ต่างๆ เป็นของไม่เที่ยง เป็นอนัตตา ทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ทำให้ถอดถอนความยึดติดในสิ่งทั้งปวง ว่าไม่ใช่ตัวเรา ของเรา เป็นเหตุให้สามารถ ขจัดกิเลสโดยเฉพาะกิเลสอย่างละเอียดหรืออนุสัยกิเลสได้ วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่หลวงพ่อนำ มาสอนคือการเจริญสติปัฏฐาน 4 ได้แก่ ใช้สติกำหนด กาย เวทนา จิต และธรรม งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แนวทางปฏิบัติแบบนี้ ช่วยให้การบำบัดโรคได้ทั้งทางกายและทางใจ ช่วยให้ จิตอยู่กับเวลาปัจจุบัน สามารถทิ้งความนึกคิด ทำให้รู้สึกเบากายและใจ การหยุดความคิดช่วยบำบัดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคตื่นตระหนกกลัว โรควิตกกังวลว่าตัวเองเป็นโรคนั้นโรคนี้ โรคเครียด โรคกลัวอยู่คนเดียวและโรคกลัวความมืด เป็นต้น

 

การรู้จักคิดเป็นสิ่งที่ดี แต่การคิดมากเป็นสิ่งไม่ดี เพราะทำให้จิตใจและใบหน้ามีลักษณะเหมือน “ต้นอ้อสดที่ถูกตัดแล้ว” หม่นหมองไม่มีความสุข ดังนั้นเราจึงควรหยุดคิด (ในบางขณะ) จะได้มีความสุข การฝึกวิปัสสนากรรมฐานเป็นการฝึกการหยุดคิด โดยการให้จิตใจจับอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย นายแพทย์โจน คาเบตซิน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้การฝึกสติปัฏฐาน 4 ในชีวิตประจำวันในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเครียด และโรค ทางกายอื่นๆ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง และได้จัดตั้งศูนย์ การเจริญสติทางแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแมสซาซูเซต ที่ศูนย์นี้โปรแกรมการรักษาของนายแพทย์โจนใช้เวลา 8 สัปดาห์ โดยให้ผู้ป่วยมาหาสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อเรียนรู้วิธีเจริญสติในชีวิตประจำวันและให้ผู้ป่วยกลับไปฝึกทุกวันที่บ้านวันละ 45 นาที สัปดาห์ละ 6 วัน พร้อมทั้งให้เทปคาสเสท ไป 1 ม้วน เพื่อให้เปิดฟังไปปฏิบัติไป นายแพทย์ผู้นี้สอนคนไข้ครั้งละ 30 คน โดยให้นั่งล้อมวงเป็นวงกลม เมื่อครบ 6 สัปดาห์จะมีการปฏิบัติแบบเงียบ ไม่ให้พูดติดต่อกัน 8 ชั่วโมง ให้ผู้ป่วย เจริญสติในอิริยาบถต่างๆ เช่น ท่านั่ง เดิน ยืน โดยให้ต่างคนต่างทำไม่มองไม่สนใจคนอื่น

 

ในครั้งแรก นายแพทย์โจนสอนการใช้สติกำหนดรู้ส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ชำนาญ โดยทำในท่านอนหรือท่านั่ง คนไข้บางคนทำในขณะนั่งรถเข็น ต่อไปสอนอานาปานสติ ให้ทำสติให้ระลึกรู้อยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ และเมื่อหูได้ยินเสียงก็กำหนด รู้แล้วปล่อยวาง เวลาเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ก็กำหนดรู้ และเมื่อใจคิดก็กำหนดรู้แล้ววางเฉย เขาสอนคนไข้ให้เจริญ สติในอิริยาบถต่างๆ แต่ละขณะตลอดทั้งวัน เน้นที่อิริยาบถย่อยต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหาร การยืนรอรถประจำทาง การเดินไปทำงาน ในช่วง 2 ปีแรกที่นายแพทย์โจนสอนคนไข้ไป 1,155 คน พบว่า อาการปวดจากโรคต่างๆ ดีขึ้น 24 % หลังจากการฝึกครบ 8 สัปดาห์ อารมณ์เครียด โกรธ ซึมเศร้าลดลง 32 % ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นมากและเมื่อติดตาม ต่อไปอีก 4 ปี พบว่าอาการต่างๆ ดีขึ้น 40-50 % โดยเฉพาะในผู้ป่วยถุงลงโป่งพอง อันเกิดจากการสูบบุหรี่ จัดและ/หรือการหายใจเอาสารพิษเข้าไป

 

ดังนั้น ในปัจจุบัน นายแพทย์โจน จึงสอนการเจริญ สติเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคปอด นอกจากนั้นเขาได้ศึกษาผู้ป่วยโรค เรื้อนกวาง ซึ่งเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง รักษาด้วย การฉายแสงอุลตร้าไวโอเล็ต ตามผิวหนังทั่วตัวร่วมกับการกินยา โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งรักษาโดยการกินยาร่วมกับการฉายแสง อีกกลุ่มหนึ่งไม่ให้กินยา แต่ให้ฝึกวิปัสสนาร่วมกับการฉายแสง นายแพทย์ผู้นี้พบว่าในกลุ่มที่ฝึกวิปัสสนารอยโรคที่ผิวหนัง ยุบหายไปได้เร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฝึกวิปัสสนา (Danial Goleman, Healing Emotions) ปัจจุบันมีผู้ป่วย ผ่านหลักสูตร 8 สัปดาห์ของนายแพทย์โจนมากกว่า 13,000 คน หลักสูตรที่นายแพทย์ผู้นี้คิดค้นขึ้นมาได้รับการยอมรับจากศูนย์การแพทย์กว่า 240 แห่งทั่วอเมริกา รวมทั้งมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น สแตนฟอร์ด และดุกซ์ด้วย


โดย trmoorati / OK Nation

 

ค้นหาหนังสือ
คำค้น:
ราคา: ถึง
งบประมาณ:

ดาวน์โหลดบทสวดที่นี่

แอพธรรมะฟรีๆ
วีดีโอเพลงสวดมนต์


ขอบคุณทุกกำลังใจ
เราจะพัฒนาต่อไป
เพื่อความสุขของสังคม

Share |
  หนังสือธรรมะ หนังสือพิมพ์แจก โปรโมชั่น วิธีสั่งซื้อ ติดต่อเรา ประวัติ งานจ้างพิมพ์ สังฆภัณฑ์ วัดทั่วไทย มูลนิธิฯ  

สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ ผลิตหนังสือสื่อธรรมะ อายุครบ 100 ปี (2459-2559, 9/9/2559)
ศูนย์รวมหนังสือธรรมะ หนังสือพระพุทธศาสนา หนังสือสวดมนต์ หนังสือนักธรรม หนังสือธรรมศึกษา ข้อสอบธรรมสนามหลวง เจาะลึกแนวข้อสอบนักธรรมและธรรมศึกษา หลักสูตรเรียนบาลี คู่มือท่องจำบาลี เกมส์ธรรมะ หนังสือถูก หนังสือทำบุญ หนังสือพิมพ์แจก หนังสือธรรมทาน บริการออกแบบและจัดพิมพ์สิ่งพิมพ์ทุกชนิด บริการส่งทั้งภายในและต่างประเทศ
สถานที่ตั้ง : 105/75 ถนนประชาอุทิศ ซอย 45 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140 คลิ๊กดูแผนที่

Facebook/LC2U    Twitter/LC2U   LC Channel    Palee trainingLCP League  

มูลนิธิจิตอิ่มบุญบารมี   Liangchiang สังฆภัณฑ์    Photo LC2U

WWW.LC2U.COM   WWW.พุทธะ.NET

สั่งซื้อ/สั่งพิมพ์ โทร 082-684-7223 Fax : 02-872-5764
E-Mail : LC2YOU@GMAIL.COM , INFOLC2U@GMAIL.COM

counter stats

Share |

CopyRight @ 2010 Webmaster : Administrator Google analytics